วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

ประวัติสมเด็จ บางขุนพรหม ลำปาง จอมพล ประภาส จารุเสถียร

พระสมเด็จบางขุนพรหมเป็นพระในสกุล พระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างโดย เสมียนตาเจิม และปลุกเสกโดยสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เป็นที่พึงปรารถนาแก่ประชาชนที่เคารพกราบไหว้พระคุณอันประเสริฐของท่าน ปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านได้เริ่มทำการก่อสร้างพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปางโปรดสัตว์ (ยืนอุ้มบาตร) โดยใช้ซุงทั้งต้นเป็นฐานราก และควบคุมการก่อสร้างด้วยตัวท่านเองที่วัดอินทรวิหาร อันเป็นวัดที่ท่านได้จำพรรษาอยู่เมื่อครั้งยังเป็นสามเณร ในระหว่างการก่อสร้างเสมียนตราด้วง ต้นสกุล ธนโกเศ และเครือญาติได้ปวารณาตนเองเป็นโยมอุปัฏฐากของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี 
                   ครั้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ "เสมียนตราด้วง" ต้นสกุล "ธนโกเศศ" ได้ทำการบรูณะพระอารามวัดใหม่อมตรส(วัดบางขุนพรหม) และปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ไว้เพื่อเป็นมหากุศล และเป็นพระเจดีย์ประจำตระกูล ตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น โดยได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นสององค์ องค์ใหญ่เพื่อบรรจุสมบัติ สิ่งของ พระพิมพ์ต่างๆ ตามโบราณคติในอันที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนา และสร้างเจดีย์องค์เล็กเพื่อบรรจุ พระสมเด็จที่จัดสร้างขึ้นใหม่ และบรรจุอัฐิธาตุบรรพบุรุษ โดยเริ่มสร้างเจดีย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๑๓ จึงแล้วเสร็จ จากนั้น พ.ศ. ๒๔๑ จึงได้กราบนมัสการขอความเห็นจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ในการสร้างพระสมเด็จ  ๘๔,๐๐๐ องค์ ตามจำนวนพระธรรมขันธ์ เพื่อสืบทอดทางพระพุทธศาสนา และเป็นการสร้างมหาบุญแห่งวงศ์ตระกูล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านได้ให้อนุญาต และมอบผงวิเศษที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของท่านให้ส่วนหนึ่ง (จากข้อเขียนของนายกนก สัชฌุกร ที่ได้สัมภาษณ์ท่านเจ้าคุณธรรมถาวรซึ่งมีชีวิตทันสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ความว่า ได้ผงวิเศษประมาณครึ่งบาตรพระ และทุกครั้งที่ตำผงในครกท่านเจ้าประคุณสมเด็จจะโรยผงวิเศษของท่านมากบ้างน้อยบ้างตามอัธยาศัยจนกระทั่งแล้วเสร็จ) เมื่อได้ผงวิเศษแล้วเสมียนตราเจิม และทีมงานก็ได้จัดหามวลสารต่างๆตรงตามตำราการสร้างพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ทุกประการ ในเรื่องของการสร้างพิมพ์ขึ้นมาใหม่นั้นมีการจัดสร้าง จำนวน ๙ พิมพ์ แต่เนื่องด้วยการสร้างพระจำนวนมากถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ ในเวลาจำกัด ในแต่ละพิมพ์จึงมีการสร้างพิมพ์ ๓  - ๔ บล๊อก เพื่อความรวดเร็วในการจัดสร้าง และมีพิมพ์พิเศษประมาณ พิมพ์   
พิมพ์พระสมเด็จบางขุนพรหม ๙ พิมพ์  และ ๓ พิมพ์พิเศษ
๑.พิมพ์ใหญ่  ๒. พิมพ์ทรงเจดีย์  ๓. พิมพ์เกศบัวตูม  ๔. พิมพ์เส้นด้าย  ๕. พิมพ์ฐานแซม   ๖. พิมพ์สังฆาฏิ  ๗. พิมพ์ปรโพธิ์   ๘. พิมพ์ฐานคู่   ๙.พิมพ์อกครุฑ  ๑๐. พิมพ์ผ้าทิพ สามเหลี่ยม  ๑๑.พิมพ์ไกเซอร์  ๑๒.พิมพ์ไสยาสน์
จำนวนที่สร้างสันนิษฐานกันว่า ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับพระธรรมขันธ์ พระสมเด็จที่สร้างเสร็จจะมีเนื้อขาวค่อนข้างแก่ปูน น้ำมันตังอิ๋ว เนื้อแกร่งเหมือนเซรามิก การปลุกเสกโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้เจริญพระพุทธมนต์และปลุกเสกเดี่ยวจนกระทั่งบริบูรณ์ด้วยพระสูตรคาถา เมื่อได้ปลุกเสกเป็นที่สุดแล้วได้มีการเรียกชื่อพระสมเด็จนี้ว่า พระสมเด็จบางขุนพรหมตามตำบลที่ตั้งของพระเจดีย์ และได้ถูกนำเข้าบรรจุกรุในพระเจดีย์ใหญ่ และพระเจดีย์เล็กทั้งสิ้นไม่มีการแจกจ่ายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด รวมทั้งมีข้อสันนิษฐานว่าได้นำพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ สันนิษฐานว่าประมาณ ,๔๐๐ องค์ ลงบรรจุกรุเจดีย์ใหญ่ ด้วยดังที่หลาย ๆ ท่านนิยมเรียกกันว่า พระสองคลอง  ภายหลังคงเหลือจากการแอบเปิดเจดีย์ประมาณ ๓,๐๐๐ องค์เท่านั้น ราคาหลักล้านในปัจจุบัน หลังจากที่ได้บรรจุพระสมเด็จไว้ในพระเจดีย์ทั้งสอง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๑๔-๒๔๑๕ 
.เจดีย์ใหญ่ บรรจุพระสมเด็จวัดระฆังและพระพิมพ์อื่นๆ ของมีค่าตามหลักโบราณประเพณี
.เจดีย์เล็ก บรรจุพระสมเด็จบางขุนพรหม และ บรรจุอัฐิธาตุบรรพบุรุ
จนกระทั่งเกิดวิกฤตกับประเทศในกรณีพิพาทกับประเทศฝรั่งเศส ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และ
พระสองคลอง กรุเก่า บางขุนพรหม
ในกรณีพิพาทอินโดจีน ได้มีการลักลอบเปิดกรุถึงสามครั้ง ดังนี้
 
       ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๒๕       ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๓๖        ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๕๙ 
เรียกพระชุดนี้ "สมเด็จบางขุนพรหม กรุเก่าในการลักลอบเปิดกรุทั้งสามครั้งนี้ ผู้ลักลอบได้ใช้วิธีต่าง ๆ เช่น การตกเบ็ด โดยใช้ดินเหนียวปั้นเป็นก้อนกลมๆ ติดกับปลายเชือกหย่อนเข้าไปทางรูระบายอากาศติดพระแล้วดึงขึ้นมา การใช้น้ำกรอกเข้าไปทางรูระบายอากาศเพื่อให้น้ำไปละลายการเกาะยึดขององค์พระเป็นต้น ซึ่งการลักลอบเปิดกรุทั้งสามครั้งนั้นพระสมเด็จที่ได้จะอยู่ในส่วนบนจึงสวย และมีความสมบูรณ์ นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า ซึ่งลักษณะของวรรณะจะปรากฏคราบกรุเพียงเล็กน้อย หรือบางๆเท่านั้น พิมพ์คมชัดสวยงามเนื้อหนึกนุ่ม เนื้อละเอียดมีน้ำหนักและแก่ปูน การลักลอบส่วนใหญ่เกิดกับเจดีย์ใหญ่เนื่องด้วยพระสมเด็จพิมพ์วัดระฆังเป็นที่นิยมของเซียนพระสมัยนั้นมาก เรียกพระชุดนี้ว่า “พระสองคลอง กรุเก่าบางขุนพรหม”

พระสองคลอง กรุใหม่ บางขุนพรหม
              ท้ายที่สุดคือการลักลอบขุดกรุที่ฐานในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ วิธีนี้ได้พระไปเป็นจำนวนมาก (เป็นที่มาของพระสมเด็จบางขุนพรหมกรุธนา) จนกระทั่งทางวัดใหม่อมตรส ได้ติดต่อให้กรมศิลปากรเข้ามาดูแล และเปิดกรุอย่างเป็นทางการโดยเชิญ  "จอมพล ประภาส จารุเสถียร" เป็นประธานในพิธีเปิดกรุเจดีย์ใหญ่เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๐ พระที่นำออกมาครั้งนี้ นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ เมื่อนำมาคัดแยกคงเหลือพระที่มีสภาพดีและสวยงามเพียงสามพันองค์เศษเท่านั้น จึงประทับตราวัด ตราน้ำหนักทุกองค์กันการปลอมแปลงพระ เรียกกันในนาม “พระสองคลอง  กรุใหม่บางขุนพรหม” (เซียนเล่น พระสองคลอง กันเป็นพระสมเด็จพิมพ์บางขุนพรหม อาจจะด้วยจำนวนเหลือน้อยราคาจึงสูง ส่วนพิมพ์บางขุนพรหมจริงๆมีมากราคาไม่สูงไม่น่าสนใจจนถูกลืมเลือน ) และทางวัดนำพระบางส่วนออกจำหน่ายในราคามากอยู่ แก่ประชาชนที่มารอทำบุญเช่าพระแต่ก็หมดลงในเวลาไม่นานนัก และพระส่วนมากมอบให้ จอมพล ประภาส จารุเสถียร และ ข้าราชกาลชั้นสูงที่มาทำบุญให้ทางวัดเป็นจำนวนมาก
                                                                                                                                                          สมเด็จบางขุนพรหม ลำปาง

ในส่วนของกรุพระเจดีย์เล็ก นักเลงพระในยุคนั้นไม่ค่อยให้ความสนใจแต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดกรุก็ได้พบ พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่” อยู่มากมายนับไม่ถ้วน หลากหลายพิมพ์ที่พบ ประมาณ ๓๔ พิมพ์ พระคนละพิมพ์กับวัดระฆัง ลักษณะของวรรณะคราบกรุมาก ผิวเข้ม เนื้อพระมีความหดตัว  ลอยปูไต่ พิมพ์พระไม่ชัด ตื้นพิมพ์ไม่ลึก เนื่องด้วยการสร้างกดมวลสารที่ไม่ประณีต เร่งรีบให้ทันจำนวนและเวลาที่จำกัด ฝีมือชาวบ้าน และจะมีความละเอียดสวยงามน้อยกว่ากรุพระเจดีย์ใหญ่ หลังจากเปิดกรุอย่างเป็นทางการทางวัดได้ทำการนับโดยจะประทับตราวัด ทุกๆ ๑๐๐ องค์ เพื่อสะดวกแก่การนับจำนวน นับได้หลายหมื่นองค์ จึงปรากฏว่าพระชุดนี้มีพระที่มีตราประทับบ้างไม่มีบ้าง โดยพระ สมเด็จบางขุนพรหมส่วนใหญ่อยู่กับ “จอมพล ประภาส จารุเสถียร” ซึงท่านบริจาคเงินจำนวนมากให้แก่วัด ท่านจึงได้รับพระสมเด็จเป็นจำนวนมากหลายหมื่นองค์ รวมทั้ง พระสองคลอง บางส่วนด้วย และท่านได้นำพระชุดนี้ไปเก็บไว้ที่บ้าน สามฤดู จังหวัดลำปาง มีมารดาคอยดูแล ภายหลังมีงานบุญ และวาระต่างๆ ท่านได้นำพระชุดนี้ออกมาแจกจ่ายแก่ ประชาชน คนสนิท ญาติ มิตร ผู้มาทำบุญ เป็นจำนวนมากในจังหวัดลำปางและไกล้เคียง จึงเป็นที่มาของ “พระสมเด็จบางขุนพรหม ลำปาง”  ซึ่งคนในพื้นที่รู้จักและครอบคลองกันมานาน

พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่




















6 ความคิดเห็น:

  1. พระเก๊ทั้งเล่ม เก๊ อนุบาล

    ตอบลบ
  2. ดูแล้วไม่น่าเก๊นะตามรูปที่ลงดูองค์พระจริงๆก็น่าจะแยกได้

    ตอบลบ
  3. ถ้าดูอย่างไม่มีอคติที่เห็นในภาพคือพระแท้ครับ

    ตอบลบ
  4. ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ที่ไหนครับ

    ตอบลบ
  5. ผม มีพระ พิมพ์ ที่อยู่ในภาพ เป็นพิมพ์ใหญ่เส้นผ้าทิพ ที่ไม่ค่อยพบเห็น ดูๆส่อง ขยาย จนละเอียดๆๆ ละเป็นพระแท้ ชึ่งหนังสือทั่วๆไปไม่ปรากฏ พิมพ์นี้

    ตอบลบ